วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

การแต่งงาน


        การแต่งงานเป็นจุดเริ่มต้นขงคู่หนุ่มสาวที่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวอย่างถูกต้องตามประเพณี อันมีบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายชาย-หญิงรับรู้กรอบกติกาของสังคม กำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีที่สุด
        ประเพณีการแต่งงานของชาวนครศรีธรรมราช สมัยก่อนมีเรื่องราวเกี่ยวข้องน่าสนใจมาก เริ่มตั้งแต่การเกี้ยวพาราสี การดูตัว การทาบทาม(การแยบ) การสู่ขอ การหมั้น การฝากเหมย(ผู้ชายไปช่วยทำงานที่บ้านผู้หญิง) การดูฤกษ์วันแต่งงานทั้งสองฝ่าย การเตรียมงานแต่งงานทั้งสองฝ่าย การเตรียมงานแต่งงาน การเชิญญาติมิตร การจัดเลี้ยงที่บ้านเจ้าบ่าว หรือเจ้าสาวก่อนวันแต่งงาน 1 วัน ญาติเจ้าบ่าวเตรียมสถานที่และอาหารสำหรับเลี้ยงผู้มาร่วมพิธีแต่งงาน ฝ่ายเจ้าสาวเตรียมสถานที่ประกอบพิธีแต่งงาน อัญเชิญพระพทธรูป นิมนต์พระสงฆ์ จัดโต๊ะบูชา ขันน้ำพุทธมนต์ หมอน 2 ใบ เครื่องเชี่ยนหมาก

ภาพข้างบนเป็นการสู่ขอ


ภาพข้างบนเป็นการทำพิธีหมั้น

ภาพข้างบนเป็นการนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีกรรม

ภาพข้างบนเป็นการเรียงเสื่อเรียงหมอนเข้าห้องหอ

ภาพข้างบนเป็นแบบจำลองห้องหอ



การบวช

     

           ตามธรรมเนียมชายไทยถือว่าผู้ที่ยังไม่ได้บวชเรียนเป็ "คนดิบ" ผู้ชายเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ผ่านการบวชเรียนแล้วถือว่าเป็น "คนสุก" เพราะได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้มีศีลธรรม จรรยา และรู้หลักการครองเรือน ตลอดเรียนวิชาการต่างๆจากวัด ชาวนครศรีธรรมราถือว่า การบวชเรียนของลูกหลานเป็นเรื่องใหญ่ เป็นงานบุญที่มีความสำคัญของครอบครัวต้องจัดการอย่างมีแบบแผนตามขั้นตอนต่างๆ ที่ปฏิบัติสืบต่อเป็นประเพณีแต่โบราณ เริ่มตั้งแต่การเตรียมงานบวช พิธีโกนหัวนาค การทำขวัญนาค การสวดผ้าไตร พิธีแห่นาค และพิธีบวช เป็นต้น

การศึกษาเล่าเรียน

   

        ยุคแรกรับวัฒนธรรมภาษาเขียนจากชาวอินเดีย ซึ่งเดินทางมาตั้งถิ่นฐานเมื่อประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา เรียนรู้กันในกลุ่มเล็กๆ ต่อมายุคอักษรขอมแพร่เข้ามาชาวนครศรีธรรมราชเรียนอักษรขอมอย่างแพร่หลายตลอดจนได้จดบันทึกตำราต่างๆไว้แม่ว่ามีอักษรไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา อักษรขอมก็ยังเป็นอักษรหลัก เด็กศึกษาเล่าเรียนตามวัดโดยพระภิกษุสงฆ์ผู้มีความรู้อักษรขอมเป็นผู้สอน ต่อมาเริ่มเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาครั้งใหญ่อย่างเป็นระบบในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเรียนอักษรไทย เรียกว่าอักษร "สมัย" ส่วนการใช้อักษรขอมมีอยู่ตามตำราศักดิ์สิทธิ์จนเกือบสูญหายไปในสมัยปัจจุบัน






ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต



       ผลแห่งการประสมประสานระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์ของชาวนครศรีธรรมราช ประกอบกับปัจจัยด้านต่างๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะ เกิดเป็นกรอบแนวทางที่ต้องถือปฏิบัติกันเป็นประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิต ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต คือการตาย ประเพณีที่ถือปฏิบัติแต่ละช่วงอายุล้วนแต่แฝงด้วยปรัชญาความเชื่อ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติและผู้ได้รับการปฏิบัติมีความสุข ปราศจากสิ่งชั่วร้ายที่อาจแฝงเข้ามากล้ากรายได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่คู่กับวิถีชีวิต ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม เครื่องมือเครื่องใช้ และยากลางบ้าน

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ประเพณีการเกิด


ประเพณีการเกิด เริ่มตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เชื่อกันว่าบุตรเทพธิดาได้จุติมาเกิดในโลก โดยจะมีดาวตก ชาวบ้านเรียกว่า " ผีเล่นตรวจ " 

          การปฏิบัติในสมัยโบราณเมื่อตั้งครรภ์

              ก. ความเชื่อ บางท้องถิ่นเชื่อว่า เด็กที่มาเกิดจะมาอาศัยที่ขาของแม่หรือที่น่องของพ่อเป็นเวลา 7 วัน ระยะนี่พ่อจะมีอาการปวดเมื่อย และอยากกินของเปรี้ยว ๆ

              ข. ข้อห้ามสำหรับมารดา

       1. ห้ามนั่งที่บันไดนาน ๆ เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดยาก
       2. ห้ามตอกตะปู เพราะตะปูทำให้ติดกันแน่น เชื่อว่าคลอดยาก
       3. ห้ามอาบน้ำหลังตะวันตกดิน เพราะจะทำให้แฝดน้ำ
       4. ห้ามไปงานศพ เพราะผีจะตามมาบ้าน

              ค. การฝากครรภ์ จะฝากท้องกับหมดตำแย โดยจะต้องเตรียมสิ่งของคือ

       1. มะพร้าว 1 ลูก ต่อยเป็น 2 ซีก เอาไว้บ้านหมอตำแย 1 ซีก เอากลับบ้าน 1 ซีก
       2. ข้าวเหนียว 1 ขัน
       3. หมาก 3 ลูก พลู 1 กำ
       4. เทียนไข 1 เล่ม
       ในระยะฝากครรภ์ต้องให้หมอตำแยมาตรวจท้องเรียกว่า " คัดท้อง "

          ง. การเตรียมตัวในการคลอด

       1. ฟืน ก้อนเส้า แม่ไฟ แคร่อยู่ไฟ
       2. การตั้งราดคือ ราดพ่อ ราดแม่และราดหมอ และบอกตายายของผู้คลอดและของหมอตำแย เพื่อให้การคลอดเป็นไปด้วยดี

          จ. การเตรียมตัวของหมอตำแย

       1. กระสอบนั่ง 3 ใบ สำหรับใส่ราด 3 ราด มีของต่าง ๆ เช่น ข้าวสาร ด้ายดิบ หมากพลู เป็นต้น
       2. ด้ายดิบ 9 ริ้ว
       3. หมาก 9 คำ พลู 9 ใบ ใส่ราดละ 3 คำ
       4. ข้าวสาร 3 กำ ใส่ราดละ 1 กำ
       5. เหรียญ 3 เหรียญ ใส่ราดล่ะ 1 เหรียญ
       6. เทียนไข 3 เล่ม

          ฉ. การทำคลอด เมื่อเจ็บท้องหมอตำแยจะเอาน้ำมะพร้าวมานวดที่ท้อง เพื่อให้ถุงน้ำทังแตก เมื่อคลอดเสร็จหมดตำแยจะเหยียบเรียกว่า "เหยียบสุ่ม "  จากนั้นอาบน้ำอุ่นทำความสะอาดตัวแม่ แม่ว่าคาถา " นะ มะ นะ ทะ " และกิน " ข้าวเรียน " ( ข้าวเย็นติดหม้อตำผสมกับพริกไทยและเกลือ ) แล้วให้แม่ขึ้นแคร่อยู่ไฟ

        ส่วนทารก หลังจากคลอดจะตัดสายสะดือด้วยไม่ไผ่บาง ๆ วางบนขมิ้นแล้วตัด นำส่วนมี่ตัดไปแตะที่ปากเด็กและมือ สะดือทาด้วย ยอดพลับพลาขี่เต่าหรือหญ้าใต้ใบ ส่วนรกเด็กนำไปคลุกกับพริกไทยป่นและเกลือ ใส่หม้อดินนำไปฝังใต้ต้นส้ม เชื่อว่าเด็กจะฉลาด จากนั้นให้เด็กนอนในกระด้ง 3 วัน

        จากนั้นทำพิธีเปิดปากเด็กดังนี้
       1. .ใช้หนามหรือเข็ม ( 3 เล่ม) จิ้มน้ำตาลแว่น หรือขนมหวานให้เด็กดูด เพื่อให้เด็กพูดหวาน
       2. จากนั้นนำเด็กลงเปล มีอาหาร 12 อย่าง คือ ขนมโค ขนมแดง ข้าวปากหม้อ ขนมขาว ข้าวเหนียว เหนียวน้ำผึ้ง แกงหรือกับอื่น ๆ จนครบ 12 อย่าง เพื่อบอกให้แม่ซื่อทราบ
       3. การทำพิธีเพื่อให้แม่ซื่อทราบต้องเตรียม หมาก 3 คำ, พลู 3 ใบ, หวี. หิน 1 ก้อน. รวงข้าว 3 รวง, น้ำ 1 ขัน. แหวน, มีด, เทียนไข, เหรียญเงิน, ทราย 1 กอง, ร่ม 1 คัน, กรรไกร
       4. หมอจะประกอบพิธีอุ้มเด็กลงพื้นดินทางบันได แล้วกล่าวนะโม 3 จบ
       5. จุดธูปเทียนอธิษฐานพระแม่ธรณี จับท้าวเด็กเหยียบเงิน ทอง ข้าว หวี กรรไกรและมีด ยกเท้า  ไป 9 ย่าง ทุก ๆ 3 ย่าง จะต้องย่างในขันน้ำ
       6. กางร่มไปเก็บดอกไม้ เอาดอกไม้ให้แม่ หมอผูกเปล วางขันน้ำในเปลแล้ววางใต้เปล
       7. เอาเด็กนอนในเปล หมอว่าคาถาและร้องเพลงเด็ก เป็นอันเสร็จพิธี

การอยู่ไฟแบบโบราณ

     การอยู่ไฟจำเป็นมากสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร มีปัญหาสุขภาพตามมาอย่างมากสำหรับการไม่อยู่ไฟ อาการ ที่มักพบบ่อย สำหรับผู้หญิง ที่อยู่ไฟไม่ได้ หรือไม่ได้อยู่ไฟ ดานเลือด อาการ ผอมแห้ง แรงน้อย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ตกใจง่าย ใจหวิว ใจสั่น กินอาหารเย็น เช่น แตงโม มักทำให้ร้อนคอ จุกอก กินอาหารร้อน ยาร้อน จะทำให้ทุรนทุรายกระสับกระส่าย ชาปลายมือปลายเท้า มีก้อนแข็งในมดลูก สาเหตุ มักเกิดในหญิงมัชฌิมวัย(วัยกลางคน) เช่นการกินยาระงับปวด ไม่ให้ระดูมา สตรีคลอดบุตร อยู่ไฟไม่ได้ น้ำคาวปลาคั่งค้าง มดลูกไม่เข้าอู่ มดลูกตะแคงตัว พลัดตกหกล้ม กระทบชอกช้ำ หิ้ว แบกของหนัก

1. การตรวจสุขภาพร่างกาย เป็นการเตรียมพร้อมร่างกายก่อนการอยู่ไฟ โดยจะมีตวรจเช็คสุขภาพร่างกาย และผิวพรรณ เพื่อเป็นการจัดทรีตเม้นท์ให้ตรงกับความต้องการของร่างกาย และพิจารณาอาการภายนอกและอาการภายใน รวมถึงการซักประวัติโรคประจำตัว และทดสอบว่าคุณแม่มีการแพ้สมุนไพรชนิดใดหรือไม่อย่างไร
 

2. การอาบน้ำสมุนไพรและการทำความสะอาดผิวโดยการล้างผิวด้วยน้ำสมุนไพร
     2.1 การอาบน้ำสมุนไพร  จะประกอบไปด้วยสมุนไพรปลอดสารพิษมากมาย เช่น ขมิ้น ไพล มะกรูด ตะไคร้ ใบมะขาม ใบส้มเสี้ยว ใบส้มป่อย ฯลฯ ความอุ่นของน้ำสมุนไพรจะช่วยให้รูขุมขนเปิด นับเป็นขั้นตอนการเปิดผิวเพื่อให้สมุนไพรสามารถซึมผ่านเข้าสู่ใต้ผิวหนัง คุณแม่จะรู้สึกสดชื่น ช่วยดับกลิ่นน้ำคาวปลา และช่วยขจัดสิ่งสกปรกตามร่างกาย
     2.2 การทำความสะอาดผิวและการล้างผิวด้วยน้ำสมุนไพร   เป็นการทำความสะอาดผิวหลังจากคุณแม่อบสมุนไพรเรียบร้อย
แล้ว สมุนไพรสูตรนี้ประกอบไปด้วยผักส้มป่อยและฝางแดงซึ่งจะเป็นหลักในการชะล้างทำความสะอาดผิวตามหลักโบราณ


3. การนึ่งหม้อเกลือและการประคบหน้าท้องด้วยใบพลับพลึงสด
     3.1 การนึ่งหม้อเกลือ  เป็นการใช้ความร้อนจากหม้อเกลือผ่านผิวหนังไปทีละชั้น เพื่อให้มดลูกแห้งและเข้าอู่เร็วยิ่งขึ้น ช่วยในการขับน้ำคาวปลาและขณะเดียวกันก็ขับของเสียออกมาตามรูขุมขน ช่วยสลายไขมันส่วนเกินและช่วยลดสัดส่วนเชิงกรานที่  
 กว้างให้กลับเข้าที่ การคลึงหม้อเกลือตามร่างกายยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้ดี
     3.2 การประคบหน้าท้องด้วยใบพลับพลึงสด   จะช่วยลดอาการบวมอักเสบตามร่างกายได้ ซึ่งในสมัยโบราณเชื่อกันว่าในใบพลับพลึงสดมีตัวยาที่จะช่วยสลายเซลล์ลูไลท์ และช่วยลดไขมันส่วนเกินได้อีกด้วย


4. การทายานึ่งหน้าท้องให้ยุบ
เป็นตำหรับยาโบราณที่มีมานานกว่า 100 ปี เป็นการนำเอาสมุนไพรที่มีรสร้อนกว่า 10 ชนิดมาบดรวมกันแล้วใช้ร่วมกับน้ำกระสายยาทาบริเวณหน้าท้องก่อนที่จะนึ่งหม้อเกลือและประคบอิฐ (ซึ่งในตัวสมุนไพรที่มีรสร้อนนี้จะไปทำหน้าที่เพิ่มความอบอุ่นเข้าสู่ร่างกายและช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จึงช่วยให้หน้าท้องยุบตัว)


5. การประคบอิฐด้วยใบพลับพลึง
เป็นการดึงน้ำที่สะสมจากร่างกายให้ระเหยออกมา โดยการผ่านความร้อนจากอิฐ เพื่อช่วยให้น้ำคาวปลาเดินสะดวก ลดอาการอักเสบของมดลูกและลดอาการบวมน้ำ ยังช่วยเสริมในส่วนที่เป็นแนวระนาบที่การนึ่งหม้อเกลือเข้าไปไม่ถึง เพื่อทุกส่วนของร่างกายได้ระบายน้ำส่วนเกินออกมา

6. การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  กล่อมมดลูก นวดกดจุดแนวกำดัน นวดกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง นวดเข้าตะเกียบ
     6.1 การนวดผ่อนคลายกล้ามเนี้อ  เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเพื่อลดการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อจากการอุ้มท้องนานถึง   9 เดือน ของคุณแม่และยังเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ต่างๆ ใต้ผิวหนังเกิดการตื่นตัว
     6.2 การกล่อมมดลูก เป็นการจัดระเบียบมดลูกให้เข้าอู่อย่างเต็มที่ และช่วยป้องกันภาวะกระเพาะปัสสาวะครากหลังคลอดบุตร
     6.3 การนวดกดจุดแนวกำดัน  เป็นการนวดเปิดระบบประสาทส่วนบนให้มีการขยายตัวของหลอดเลือด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้เดินสะดวก
     6.4  การนวดกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง  เป็นการนวดกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองทำงานให้เป็นปกติ และผลในทางอ้อมยังช่วยให้น้ำนมมามากขึ้นด้วย
     6.5  การนวดเข้าตะเกียบหรือสมัยโบราณเรียกว่าการเหยียบสะโพก  เป็นลักษณะการนวดเฉพาะด้าน เพื่อกระตุ้นปลายประสาทสัมผัสบริเวณสะโพกให้หดตัว กระชับสะโพกให้เข้าที่ไม่ให้ผายออกมามากเกินควร การนวดเข้าตะเกียบต้องทำกับผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะเป็นศาสตร์ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณไม่มีในหลักสูตรการเรียนการสอน  จะนวดตอนนวดน้ำมันและตอนนึ่งหม้อเกลือ


7. การนวดหน้ากดจุด
เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเดนน้ำเหลืองบริเวณใบหน้า กระตุ้นให้เซลล์ต่างๆ ใต้ผิวหนังเกิดการตื่นตัว และทำให้ผิวหน้ากระชับเปล่งปลั่ง


8. การนั่งถ่าน (สำหรับคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติ เท่านั้น)
เป็นการช่วยสมานแผลบริเวณฝีเย็บให้หายและแห้งสนิทไวยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วยสมุนไพรและว่านต่างๆหลายชนิด เช่น  เหง้าว่านน้ำ เหง้าว่านนางคำ เหง้าขมิ้น เหง้าไพล ฯลฯ โดยจะใช้การเผาไหม้สมุนไพรให้เกิดควันอุ่นๆ มากระทบบริเวณฝีเย็บ


9. การประคบตัวด้วยสมุนไพรปลอดสารพิษและการประคบหน้าอก
   9.1 การประคบตัวด้วยสมุนไพร   สูตรพิเศษของบ้านช่อตะวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อจากการอุ้มท้องแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่องสดใส ผิวพรรณจะกระชับเต่งตึงมีน้ำมีนวล
    9.2 การประคบหน้าอก    เป็นการประคบบริเวณต่อมท่อน้ำนม เพื่อกระตุ้นน้ำนมให้มามากขึ้น และยังช่วยกระชับทรวงอกไม่ให้หย่อนคล้อย
10. การประคบก้อนเส้า/การบำบัดด้วยหินร้อน
เป็นประเพณีการอยู่ไฟ ของชาวไทยภาคอีสาน ซึ่งใช้ก้อนเส้าในการดูดซับของเสียออกจากร่างกาย โดยก้อนเส้าจะเป็นตัวกลางในการดูดซับของเสีย ทั้งความร้อนอุ่นๆ จากก้อนเส้าจะช่วยผ่อนคลายอาการแข็งเกร็งของจุดศูนย์รวมประสาทในร่างกายให้คลายตัวลง (ก้อนเส้า เกิดจากการรวมตัวของแร่ในธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณในการผ่อนคลาย)
11. การเข้ากระโจมอบตัวด้วยสมุนไพรปลอดสารพิษ
      11.1 การเข้ากระโจมอบตัว เป็นการขับของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อ ไอความร้อนของสมุนไพร จะช่วยให้รูขุมขนเปิด ปอดและหลอดเลือดฝอยจะขยายตัว การหายใจจะสะดวกขึ้น การไหลเวียนโลหิตจะดีขึ้น กล้ามเนื้อจะผ่อนคลายและไขมันที่สะสมไว้ขณะตั้งครรภ์ก็จะลดลงได้ด้วย ผิวพรรณจะผุดผ่อง ยังเป็นการกระตุ้นน้ำนมให้มามากขึ้นอีกด้วย
       11.2 การรมตา เป็นการใช้ไอน้ำจากสมุนไพรที่เราอบตัวในกระโจม ซึ่งสูตรสมุนไพรอบตัวหลังคลอดจะมีสมุนไพรชนิดพิเศษที่บำรุงสายตาเช่นผักบุ้ง ซึ่งตัวสมุนไพรนี้จะช่วยบำรุงสายตาและระบบประสาทส่วนบน ช่วยให้ดวงตาสดใส ยืดอายุการใช้งานของดวงตา ลดอาการตาพร่ามัวและช่วยลดอาการตาฝ้าฟางได้ในยามที่เราอายุมากขึ้น



12. การคาดไฟชุดตำหรับหลวง
ช่วยแก้อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว แก้อาการหนาวสะท้าน แก้อาการตะคริว เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง ยังสามารถช่วยลดหน้าท้องได้อย่างถาวรอีกด้วย (ขณะใช้ไฟชุดสามารถปฏิบัติภารกิจประจำวันได้)


13. การดื่มน้ำสมุนไพรขิงและน้ำสมุนไพรว่านชักมดลูก
       13.1 การดื่มน้ำสมุนไพรขิง  ช่วยปรับความสมดุลของร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ กระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตให้เดินสะดวกช่วยบำรุงน้ำนม และรักษาอุณหภูมิในร่างกาย
      13.2. การดื่มน้ำสมุนไพรว่านชักมดลูก  ว่านชักมดลูก ในสูตรสำหรับหลังคลอดบ้านช่อตะวันได้ปรุงว่านชักมดลูกตามหลักการควบคุมของมาตราฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ซึ่งการดื่มน้ำสมุนไพรว่านชักมดลูกจะช่วยทำให้การหดรัดตัวของมดลูกดียิ่งขึ้น และการดื่มอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจะมีประโยชน์

การเกิด


      ชีวิตชาวนครศรีธรรมราชคนหนึ่งๆ ที่จะถือกำเนิดขึ้นมาจากท้องของแม่และเป็น"คน" กล่าวว่า "สามวันลูกผี สี่วันลูกคน" ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เกิดความสุขในชีวิตจนถือปฏิบัติ เช่นความเชื่อเรื่องชีวิตที่จะมากำเนิด เริ่มตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำคลอด พิธีกรรมในการทำคลอด การนวดและเหยีบสุ่มให้เส้นเอ็นที่ อาหารมื้อแรกของมารดา การอยู่ไฟ การตัดสายสะดือ การฝังรก การนั่ง ทารกนอนในกระด้ง การเปิดปากทารกแรกให้น้ำนมและการขึ้นเปลล้วนแล้วเป็นพิธีกรรมทั้งที่ถือว่าต้องปฏิบัติ และต้องงดเว้น